ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

6.การใช้แบบประเมินพัฒนาการ (แบบตรวจสอบรายการ)

 การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Checklists)

       การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการหรือ Checklists ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น ในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้น ครูประจำชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนำมาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก (นภเนตร ธรรมบวร, 8537 : 74) แบบประเมินผลพัฒนาการถือเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับการประเมินรูปแบบพฤติกรรมของเด็ก การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะให้ผลดีที่สุดถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ช่วยประหยัดเวลาครูประจำชั้นได้มากในกรณีที่ครูประจำชั้นไม่มีเวลามากนัก แต่ในแนะเดียวกัน ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการแต่เพียงอย่างเดียว ครูประจำชั้นก็ไม่อาจทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก ข้อที่ควรระมัดระวังอีกอย่างหนึ่งในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ คือ ครูมีแนวโน้มที่จะเช็กพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลาง ๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุดหรือสูงสุด

 



ข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Advantages of check-lists)

      Mcafee และ Leong (1994 : 95)กล่าวถึงข้อดีของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้

  1. เป็นการประหยัดเวลา การบันทึกข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว
  2. การประเมินผลพัฒนาการมีความยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวนวิเคราะห์และตีความข้อมูล
  3. การประเมินผลพัฒนาการไม่จำเป็นต้องทำให้เสร็จสิ้นในหนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์ แต่สามารถทำอย่างต่อเนื่องได้
  4. เนื่องจากการประเมินผลโดยใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นไม่ได้มีความชับซ้อนมากนัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นการง่ายต่อการฝึกบุคคลากรที่เกี่ยวข้องเช่น ครูผู้ช่วยในการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการได้
  5. แบบประเมินผลพัฒนาการสามารถติดตามความก้าวหน้า และพัฒนาการของเด็กได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ

ข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ (Disadvantages of checklists)

        Mcafee และ Leong (1994: 95) กล่าวถึงข้อจำกัดของการใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ ดังต่อไปนี้

  1. แบบประเมินผลพัฒนาการสามารถประเมินผลได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัดเท่านั้นเพราะฉะนั้นการทบทวนสะท้อนความคิดวิเคราะห์ และตีความข้อมูลควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง
  2. เนื่องจากแบบประเมินผลพัฒนาการ สามารถประเมินผลได้ในวงจำกัด ยึงไม่อาจประเมินพฤติกรรม และการเรียนรู้ที่ซับซ้อนได้
ที่มา : นกเนตร ธรรมบวร. (2540) การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing

แนะนำตัวเอง

  ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ : นางสาวพรวิมล กิติพันธ์ อายุ : 21 ปี ชั้นปีที่ 3 กำลังศึกษา  สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ช่องทางการติดต่อ : 0621052790 การวางแผนการเรียนรู้ 1. ศึกษาแผนการเรียน หรือ เนื้อหาการเรียนล่วงหน้า 2. เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ 3. ส่งงานให้ครบและตรงต่อเวลา 4. ทบทวนบทเรียนอยู่เป็นประจำ ความคาดหวังในการเรียนรู้     มีความคาดหวังในการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการและหลักการในการประเมิน ที่จะนำไปประเมินพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็ก ไก้แก่ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา และวิธีการนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินตามกิจกรรมหรือตามบริบทของโรงเรียน ห้องเรียน ให้มีความทันสมัย เพื่อที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ