ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

1.การสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

 การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)

       วิธีการสังเกตเป็นวิธีที่ใช้มากที่สุดในการศึกษาเด็ก คือ การเฝ้าดู (Watching) และการฟัง (Listening) โดยธรรมชาติแล้ว ครูทุกคนจะสังเกตเด็กที่ตนสอนอยู่เป็นประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูชั้นเด็กเล็กหรือชั้นอนุบาลซึ่งจำเป็นต้องเข้าใจธรรมชาติ และ ลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนเพื่อจะได้จัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก (นภเนตร ธรรมบวร, 2537 : 75) การสังเกตอาจอยู่ในรูปแบบของการจดบันทึกหรือการให้ความสนใจไปยังสิ่งที่เด็กกำลังทำหรือพูดอยู่ การ สังเกตอาจเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวัน (Routine) และไม่เป็นทางการ (Informal)ก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น น้องบีตัดผมใหม่วันนี้ หรือน้องปั๊ปใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเล่นน้ำ เป็นต้น ในขณะเดียวกัน อาจมีการสังเกตอันเกิดขึ้นเนื่องจากสัญชาตญาณ (Intuitive) เช่น ต้นกล้าท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยสบายวันนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มีการสังเกตชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ครูมุ่งความสนใจไปยังเด็กแต่ละคนในชั้นของตนว่า มีพฤติกรรมการเรียนรู้อะไรเกิดขึ้นบ้างในสถานการณ์หนึ่ง ๆ การสังเกตชนิดนี้ คือการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ (Systematic Observation)

       การสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบเกิดขึ้นเนื่องจาก ในการสังเกตเด็กจำนวน 20 - 30 คน ในชั้นเรียนหนึ่ง ๆ ครูคนเดียวหรือสองคนไม่สามารถสังเกตพฤติกรรม ต่าง ๆ ของเด็กได้ทั้งหมดหรือถึงแม้จะสังเกตได้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาอาจถูกละเลยหรือไม่มีการเก็บรวบรวมถ้าไม่มีการจดบันทึก ในขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ได้อาจไม่มีความต่อเนื่องในทางลึก ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่ครูจะต้องใช้การบันทึกการ สังเกตเด็กอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยให้ตนทราบข้อมูลของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตนอย่างเพียงพอ เป็นระบบ และมีความต่อเนื่อง พร้อมที่จะให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง


      🪄 จุดประสงค์ในการสังเกตเด็กโดยทั่วไปของครู คือ ความต้องการที่จะเข้าใจเด็กแต่ละคนที่ตนสอน และได้ข้อมูลเพียงพอในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนข้อมูลที่ได้จากการ สังเกตร่วมกับความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็กจะช่วยให้ครูตระหนักถึงการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาต่าง ๆ กัน

       เนื่องจากเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการสังเกตเด็กในวัยนี้ควรกระทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ครูอาจจะมีดินสอและสมุดบันทึกเล็ก ๆ ติดตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อสะดวกในการจดบันทึกย่อๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเด็ก แล้วจึงนำมารวบรวมอีกครั้งเมื่อมี

เวลามากพอ


📍หลักในการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบโดยทั่ว ๆ ไป 

       1. ในการบันทึกการสังเกตจำเป็นต้องมีการบันทึกสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมต่าง ๆ ของเด็กรวมตลอดถึงพฤติกรรมของคนรอบข้างเด็กด้วย

       2. ในการรายงานการบันทึกการสังเกตต้องมีการรายงานตามลำดับก่อน - หลัง

       3. ในการบันทึกการสังเกต ควรบรรยายสิ่งที่เด็กทำได้มากกว่าสิ่งที่เด็กทำไม่ได้

       4. ควรแยกการตีความและการแปลความหมายพฤติกรรมออกจากข้อมูลที่ได้จากการบันทึกการสังเกตโดยอาจใช้วงเล็บ ขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือใช้เส้นแบ่งแยก ข้อมูลออกจากการตีความ


📍ข้อดีของการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ

       1. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบเด็กไม่จำเป็นต้องใช้ความสามารถ

ในการอ่านและเขียน

       2.ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ เด็กจะไม่รู้สึกว่าตนกำลังถูก สังเกตหรือถูกบันทึกข้อมูลอยู่

       3. ในการบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบ กิจวัตรประจำวันหรือตารางเวลาในการเรียน หรือการทำกิจกรรมของเด็กไม่มีการเปลี่ยนแปลง

       4. การบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบช่วยให้ครูได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน และโดยตรงเกี่ยวกับพฤติกรรมบางอย่างของเด็ก เช่น ครูสามารถสังเกตว่าเด็กแต่ละคนมีพฤติกรรมในการเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อนอย่างไร เป็นต้น

       5. การบันทึกการสังเกตอย่างเป็นระบบถือว่าเป็นวิธีการที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในหมู่นักการศึกษาปฐมวัย


ที่มา : นกเนตร ธรรมบวร. (2540) การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

5.การทำสังคมมิติ

  การทำสังคมมิติ (Sociogram)        สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular) เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate) กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques) เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)        ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม 📍การทายลักษณะ          หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้คร...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing