ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

สรุปการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน

การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย

 ความหมาย
    การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะพฤติกรรมด้านร่างกาย
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมักเล็กและประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลาย รวมถึงการมีสุขนอสัยที่ดี
 ความสำคัญ
    การประเมินช่วยให้เข้าใจลักษณะพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆของร่างกาย ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมและการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้อง
 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์
    1. พัฒนาการด้านร่างกาย
        1.1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวันและมีสุขภาพดี
        1.2 ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
    2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน
        2.1 ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้เหมาะสมกับวัย
        2.2 ใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสานสัมพันธ์ มือ-ตา ได้เหมาะสมกับวัย
 การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี
    1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ
    2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน
    3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี
    4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือแลัวิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ
    5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก
        สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
 ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการประเมิน 3 ด้าน ดังนี้
    1. พฤติกรรด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่
    2. พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์
    3. พฤติกรรมด้านสุขนิสัย
การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
    ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ที่จำให้ได้ผลอย่างแท้จริง ควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิด อย่างต่อเนื่องต่อไปจนตลอดชีวิต เพียงแต่เป้าหมายในการพัฒนามีความแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มจากพ่อแม่ผู้ปกครอง
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีหลากหลายแนวทางที่เหมาะสมกับเด็ก เช่น การให้เด็กเล่นเกมที่ต้องใช้มือและนิ้วมือ การหาสื่ออุปกรณ์ให้เด็กปั้น ขีดเขียน ตามความถนัดและความสนใจของเด็ก

เพิ่มเติม

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา เด็กในช่วงวัยนี้ต้องการการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพและการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ผ่านวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
    1. การส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี
         • ฝึกให้เด็กล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร
         • สอนให้เด็กรู้จักแปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ
         • ปลูกฝังการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงขนมหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง
         • ฝึกให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ โดยกำหนดเวลานอนที่เหมาะสม
    2. การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก
         • จัดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ปีนป่าย ขี่จักรยาน
         • ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น วาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน ต่อบล็อกไม้ หรือจับดินสอเขียนหนังสือ
    3. การส่งเสริมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว
         • จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่น การเต้นตามเพลง การเล่นเกมที่ใช้การเคลื่อนไหว
         • กระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน วิ่ง หรือเล่นกลางแจ้ง
         • ลดการใช้หน้าจอ (โทรศัพท์ ทีวี แท็บเล็ต) และกระตุ้นให้เด็กมีกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกาย
    4. การปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพผ่านการเล่น
         • ใช้เกมหรือของเล่นเป็นสื่อในการสอน เช่น เล่นบทบาทสมมติเรื่องหมอฟันเพื่อให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาพช่องปาก
         • ใช้เพลง นิทาน หรือการ์ตูนที่สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพและพฤติกรรมที่ดี
         • จัดกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องสุขภาพไปพร้อมกับการเล่นสนุก

    กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย. สำนักส่งเสริมสุขภาพ.

การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ

ความหมาย
    การประเมิน หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้ ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
    การสร้างเสริม คือ การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อเด็ก ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นอย่ามีประสิทธิภาพ
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
    1. การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่าง ๆ
    2. การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
    3. การสัมภาษณ์โดยใช้อบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้่างและไม่มีโครงสร้าง
    4. การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กโดยรวบรวมไว้ในแฟ้ม
สะสมผลงาน
    5. การประเมินการเจริญเติบโตยใช้เครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่อยากจะวัด
การประเมินพฤติกรรม
    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
        การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของงตนที่ตรงกับ สถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง และการกระทำเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปฐฒวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคนและเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้ิม
    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
        การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัยควรประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน โดยสังเกตว่าขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู็สึกและอารมณ์ต่างๆ เด็กมีการแสดงออกอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ และเมือเหตุการณ์ที่่ขณะอยู่ร่วมกับผู็อื่นเด็กมีการแสดงออกและมีการควบคุมอารมณ์อย่างไร
    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
        คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
        1. ด้านกาย คือ การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
        2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
        3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
        4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผล เห็ฯคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
    สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสุ่ความดีงาม การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรม
    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
        การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ การแสดงออกที่เหมาะสมของผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างการตอบโต้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โดยเฉพาะพฤติกรรมในทางบวกและการปฏติบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ
    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
        หลักการสร้างเสริม
        1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์
        2. การสอนโดยตรงพร้อมกับอธฺบายเหตุผล
        3. การเสริมแรงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์
        4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤตืกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
        การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมการสอนโดนตรงการให้การเสริมแรงทางบวกการสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

เพิ่มเติม

    การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจสุขภาพจิตของบุคคล โดยอาศัยวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ และแบบทดสอบทางจิตวิทยา ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง การให้คำปรึกษา และการเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
    การเสริมสร้างพฤติกรรมด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต การตระหนักรู้และควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและสมดุล

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตและความฉลาดทางอารมณ์.


การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม

ความหมาย
    การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
    การสร้างเสริม หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
    1. การสังเกตและการบันทึก เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
    2. การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
    3. การสัมภาษณ์
    4. การรวบรวมผลงาน
    5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
    1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
        วิธีการประเมิน
        1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
        2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
        3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย 
        4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง 
    2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
        ความเป็นมิตร คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
        เครื่องมือประเมิน
        1. แบบันทึกพฤติกรรม
        2. แบบบันทึกคำพูด
        3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
    3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
        วิธีการประเมิน
        1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
        2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
        3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต และเด็กเล็ก

เพิ่มเติม

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

      พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยในช่วงเริ่มต้นวัยเด็กยังมีความสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัว และยังยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้

1.การเล่น
การทำกิจกรรมต่างๆช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม เพราะการเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้มีโอกาสฝึกวิธีเข้าสังคมเรียนรู้การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นถ้าพ่อแม่ได้สังเกตขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรม พ่อแม่จะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเรียนรู้การรอคอย การเล่นเรียนรู้วิธีเล่นกับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนในกลุ่มที่เล่นอยู่ด้วยกัน การแลกเปลี่ยนของเล่น ผลัดเปลี่ยนกันเล่นบ้าง บางครั้งก็เป็นผู้นำในการเล่นเครื่องเล่นหรือของเล่นต่างๆ บางครั้งก็เป็นผู้ตามที่ดี อีกทั้งยังรู้จักรักษากติกาการเล่น รู้จักแพ้ชนะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมให้เด็กวัยนี้รู้จักปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

2.การพาเด็กไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ
ทำให้เด็กได้รู้จักสังคมนอกบ้าน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ขณะที่เดินดูตามกรงสัตว์ เด็กจะเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน การแบ่งปันอาหารกัน ขณะเดียวกันพ่อแม่ได้พูดคุยสอนเด็กถึงการอยู่ร่วมกันของสัตว์ การพึ่งพาอาศัยกัน การแบ่งปัน การเสียสละ ซึ่งเด็กจะได้เห็นด้วยตนเองเป็นการศึกษาจากของจริงเด็กจะค่อยๆเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปัน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก

3.การพาเด็กไปพบญาติพี่น้อง
ลูกๆหลานๆ ในวัยเดียวกันหรือพ่อแม่พาไปบ้านเพื่อน ของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ให้เด็กๆได้อยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยต่อมา

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม สำหรับเด็กปฐมวัยเริ่มจากครอบครัวให้เด็กได้เล่น หรือ ทำกิจกรรมต่างๆกับผู้อื่น พาเด็กไปเที่ยวให้เด็กรู้จักสังคมนอกบ้าน พาเด็กไปพบญาติพี่น้อง ให้เด็กได้อยู่ร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข

ที่มา : https://www.brainkiddy.com

การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา

ความหมาย
    การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก (พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคต (สุภาวดี ศิิริลักษณ์, 2563)
ขอบข่ายในการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาตามหลักสูตรปฐมวัย 2560
    1.ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา
        • สังเกตว่าเด็กสามารถเชื่อมโยงความคิด แก้ไขปัญหาง่าย ๆ และทดลองวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่
        • เช่น การเรียงลำดับภาพ การต่อบล็อก หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ
    2. ความสามารถในการใช้เหตุผลและเชื่อมโยงความรู้
        • การแสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุและผล เช่น รู้ว่าฝนตกเพราะมีเมฆมาก
        • การจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะที่เหมือนกัน เช่น สี รูปร่าง หรือขนาด
    3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์
        • สังเกตว่าเด็กสามารถใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ การเล่นบทบาทสมมติ หรือคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการเล่นได้หรือไม่
    4. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร
        • การฟังและทำความเข้าใจคำสั่ง
        • การพูดสื่อสารได้ชัดเจน และการเล่าเรื่องสั้น ๆ
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)

    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
        1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน
        2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต   พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน
        3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและ
ผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก
        4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก
ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
    การสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
        ๑. สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม
        ๒. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
        ๓. การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
        ๔. ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้อย่างมีความสุข
        ๕. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น
        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้
        3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
   การส้รางเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
        1.การพูดคุยและการสนทนา: พ่อแม่หรือครูควร พูดคุยกับเด็กอย่างสม้ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง
        2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน: การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา โดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
        3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก: เกมที่เกี่ยวข้อง กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ
        4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม: การถามคำถามเปิดกว้าง เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ "คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น
    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
        1. การใช้แบบทดสอบ แบบทดสอบสำหรับการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการที่ผู้ประเมินมีเป้าหมายเฉพาะและมีการสร้างแบบทดสอบที่มีมาตรฐานโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพของแบบทดสอบ
        2. การสังเกต เป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเด่นชัดเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ประเมิน ซึ่งสามารถทำการประเมินได้บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง
        3. การประเมินจากผลงาน ผลงานของเด็กที่สามารถนำมาใช้สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาโดยสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1. การเล่นเสริมจินตนาการ 
2. การวาดภาพและศิลปะ 
3. การเล่านิทานและการฟังนิทาน 
4. การเล่นกับธรรมชาติ
5. การใช้เพลงและดนตรี
6. การตั้งคำถามและกระตุ้นการคิด (Amabile, T. M. , Piaget, J.)



















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

5.การทำสังคมมิติ

  การทำสังคมมิติ (Sociogram)        สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular) เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate) กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques) เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)        ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม 📍การทายลักษณะ          หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้คร...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing