ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

2.การสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ (Interview)

       การสัมภาษณ์ถือเป็นวิธีการประเมินผลที่มีประโยชน์มากที่สุดวิธีหนึ่งและ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน การสัมภาษณ์อาจเกิดขึ้นระหว่างครูกับเด็กหรือระหว่างครูกับพ่อแม่ ผู้ปกครองเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กก็ได้

       การสัมภาษณ์ต่างจากการสังเกตและวิธีอื่น ๆ ที่วิธีการสัมภาษณ์เปิดโอกาสให้มีการซักถามในสิ่งที่ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบ มีโอกาสที่จะสังเกตท่าทาง การเคลื่อนไหวของตา น้ำเสียงหรือระดับเสียงซึ่งประกอบคำพูด สำหรับข้อความที่ได้จากการสัมภาษณ์สะท้อนให้เห็นถึงภูมิหลัง ความรู้สึก ทัศนคติ การรับรู้ และความคาดหวังของผู้สัมภาษณ์ ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 302) กล่าวว่าการ สัมภาษณ์จะได้ผลดีถ้าผู้สัมภาษณ์ได้สร้างความคุ้นเคย (Rapport) กับผู้ถูกสัมภาษณ์ก่อน


การสัมภาษณ์โดยทั่วไปมี 3 ประเภท คือ

  1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured interviews) การ สัมภาษณ์แบบนี้ ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามที่จะถามไว้ล่วงหน้าซึ่งเป็นการสะดวกต่อผู้สัมภาษณ์
  2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ (Unstructured หรือ Informal interviews) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในการสัมภาษณ์เด็กเล็กเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากที่มีการสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบแล้ว ครูอาจเตรียมหัวข้อที่ต้องการคุยหรือสนทนากับเด็กไว้อย่างคร่าว ๆ แต่มิได้จดคำถามให้เด็กตอบที่ละข้อเหมือนการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างครูอาจมีการซักถามหรือพูดคุยกับเด็กในเรื่องที่ครอบคลุมหัวข้อที่ครูเตรียมไว้
  3. การสัมภาษณ์ แบบกึ่งมีโครงสร้าง (Partially structured interviews)การสัมภาษณ์แบบนี้ผู้สัมภาษณ์หรือครูจะเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าบางส่วน และคำถามบางส่วนเกิดขึ้นในระหว่างการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบนี้เหมาะสำหรับ 🖇️ผู้ที่เริ่มต้นใช้เทคนิคการสัมภาษณ์ในการประเมินผล

  📍หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์ดังนี้

  1. การกำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์ ครูจำเป็นต้องกำหนดจุดมุ่งหมายว่าตนต้องการที่จะสัมภาษณ์เรื่องอะไร ต้องการทราบพัฒนาการทางด้านใดของเด็ก ครูจำเป็นต้องวางแผนว่า จะสัมภาษณ์ใคร สัมภาษณ์ตัวเด็กหรือสัมภาษณ์พ่อแม่เด็ก และวิธีการสัมภาษณ์จะเป็นแบบไหน
  2. เตรียมตัวและเตรียมเครื่องมือ ครูหรือผู้สัมภาษณ์จำเป็นที่จะต้องเตรียมคำถามที่จะสัมภาษณ์ให้พร้อมในกรณีที่ต้องการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และในกรณีที่เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือแบบกึ่งมีโครงสร้างจำเป็นที่จะต้องเตรียมโครงคำถามให้พร้อม นอกจากนั้น ครูควรเตรียมสถานที่ในการสัมภาษณ์นัดเวลา และสร้างความคุ้นเคยกับเด็กหรือบุคคลที่เราจะสัมภาษณ์
  3. ในการสัมภาษณ์ผู้สัมภาษณ์ควรเป็นผู้ฟัง (Listener) ที่ดี ควรให้ความสนใจกับเรื่องที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบอย่างเต็มที่ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้มีโอกาสพูดหรือแสดงความคิดเห็นให้มากที่สุด
  4. ขันยุติการสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์หรือครูควรไวต่อความรู้สึกของผู้ถูก สัมภาษณ์ เมื่อเห็นหรือมีความรู้สึกว่าผู้ถูกสัมภาษณ์เหนื่อย อึดอัด ไม่ต้องการที่จะให้สัมภาษณ์ต่อไป ควรยุติการสัมภาษณ์ ถึงแม้ว่าการสัมภาษณ์ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์หรือไม่ได้ข้อมูลครบตามที่ต้องการก็ตามอาจมีการนัดมาสัมภาษณ์ใหม่ในคราวต่อไป

    📍ข้อจำกัด

  1. คำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ในบางครั้งผู้สัมภาษณ์หรือครูใช้คำถามที่ยากเกินไปทำให้เด็กไม่เข้าใจคำถาม
  2. จำนวนเวลาที่ใช้ในการตอบคำถาม ควรให้เวลาแก่ผู้ถูกสัมภาษณ์เพียง พอในการตอบคำถาม
  3. ความไว้วางใจและความคุ้นเคยของผู้ถูกสัมภาษณ์ที่มีต่อครูหรือ ผู้สัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์เด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องสร้างความคุ้นเคยกับเด็กเสียก่อนเพื่อให้เด็กเกิดความไว้วางใจในตัวครู มั่นใจ แน่ใจว่าไม่ได้กำลังพูดกับคนแปลกหน้า
ที่มา :  นกเนตร ธรรมบวร. (2540) การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

5.การทำสังคมมิติ

  การทำสังคมมิติ (Sociogram)        สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular) เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate) กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques) เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)        ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม 📍การทายลักษณะ          หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้คร...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing