ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

4.การเขียนบันทึกประจำวัน

 การเขียนบันทึก (Journals)

       การเขียนบันทึกเป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ในบางครั้งการเขียนบันทึกอาจเน้นเฉพาะเด็กรายที่ต้องการศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่ง ๆ การเขียนบันทึกจะไม่เป็นทางการเท่ากับการสังเกตพฤติกรรมอย่างเป็นระบบในบันทึกประกอบด้วยเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียน หรือการเรียนการสอนครูอาจบันทึกความรู้สึกหรือความคิดเห็นของตนลงในบันทึกได้ในขณะเดียวกัน

         การเขียนบันทึกถือเป็นการเปิดโอกาสให้ครูได้มีโอกาสสะท้อนความคิด วิเคราะห์ (Reflect) เหตุการณ์ การกระทำต่าง ๆ ของตนเอง การเขียนบันทึกไม่จำเป็นต้องเขียนหรือบันทึกทุกวัน ครูอนุบาลเป็นจำนวนมากพบว่า การเขียนบันทึกมีประโยชน์ในการพยายามทำความเข้าใจ ทบทวนสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน (Dhamborvorn, 1994; Clandinin, Davies, Hogan & Kennard, 1993;

D'Arcy , 1987; Dickerson, 1987) ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจากการเขียน บันทึกอาจนำไปสู่การวิจัยแบบต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างที่ 1 เป็นบันทึกที่เขียนขึ้นโดยครูอนุบาลท่านหนึ่งเกี่ยวกับเด็กในชั้นเรียนของตน ส่วนตัวอย่างที่ 2 เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกที่ครูอนุบาลท่านหนึ่ง เขียนถึงเพื่อนครูด้วยกันเกี่ยวกับการเรียนการสอนในชั้นของตน

🖇️ ตัวอย่างที่ 1

8 มกราคม 2536

       ในระหว่างกิจกรรมเสร็วันนี้ ฉันได้อ่านนิทานเรื่อง "ครอบครัวของฉัน" ให้ตังเมฟังที่มุมหนังสือ เมื่อนิทานจบลง ตังเมพูดขึ้นว่า "คุณครู พ่อตังเมหนีออกจากบ้าน พ่อตังเมเป็นคนไม่ดี" เมื่อฉันถามเหตุผลตังเมถึงการที่คุณพ่อหนีออกจากบ้าน ตังเมตอบว่า "พ่อไม่ชอบอยู่บ้านคุณครู พ่อเอาแต่สูบบุหรี่ แล้วก็ทะเลาะกับแม่"

        ในตอนเลิกเรียน ฉันได้มีโอกาสคุยกับคุณแม่ของตังเม จึงได้ทราบว่าคุณ พ่อของตังเม พึ่งเสียชีวิตลงในระหว่างปิดภาคเรียน


🖇️ตัวอย่างที่ 2

16 กรกฎาคม 2538

        วันนี้ฉันมีความรู้สึกดีที่ได้เป็นครูสอนเด็ก ๆ มีความสุข สิ่งที่ตั้งใจว่าจะสอน...อยากสอนก็ได้ทำ ที่สำคัญฉันคิดว่าไม่ได้เป็นความรู้สึกของฉันคนเดียว อย่าง น้อยปฏิกิริยาตอบโต้ของเด็กในขณะที่ฉันสอน ทำให้การเรียนการสอนเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดี วันนี้ฉันอยากให้เธอมาเห็นลูกศิษย์ของฉันตอนที่กำลังเขียนบันทึกจัง วันนี้เด็ก ๆ เริ่มสนใจเขียนบันทึกกันมาก โดยเฉพาะในช่วงบ่ายหลังจากที่ฟังนิทานเรื่อง "แม่ไก่วิเศษ" เด็ก ๆ ต่างคุยกันถึงเรื่องกระปุกออมสินของตัวเอง ฉันยังจำภาพตอนที่ต่างคนต่างแย่งกันบรรยายเรื่องกระปุกออมสิน จนฉันต้องบอกว่า "อยากให้เด็ก ๆ ลองวาดภาพ หรือจะเขียนเรื่องลงในสมุดบันทึกของตัวเองก็ได้" ความ วุ่นวายถึงหายไป จะมายุ่งอีกทีก็ตอนต้องคอยบอกคำตามที่เด็ก ๆ อยากเขียน กว่าจะเขียนกันครบทุกคนก็เสียเวลาพอสมควรทีเดียว และเนื่องจากเป็นกิจกรรมในช่วงบ่ายเลยทำให้ล่าช้า... ตอนฉันจะส่งเด็กไปเข้าเวรเย็น เด็ก ๆ ยังสนใจเขียนเรื่องของตัวเองลงในสมุดบันทึกอยู่เลย โดยเฉพาะเอี๊ยด (วีรวัฒน์) ที่พยายามเขียนสิ่งแปลก ๆเช่น "คนดีมีคุ้ม" แล้วถามฉันว่า "คน" สะกดอย่างไร มีตัวอะไร พอฉันบอกว่า มีตัว ค กับ น เอี๊ยดบอกว่า "แม่บอกว่า คอ โอะ นอ คน และสระโอะหายไปไหน"


📍ข้อดีของการเขียนบันทึก

      1. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิด และวิเคราะห์ (Reflect) การสอนของตนเองซึ่งจะส่งผลให้ครูตระหนักในหลักสูตรและการสอนของตน

      2. การเขียนบันทึกช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคลทำให้ครูเข้าใจเด็กที่ตนสอนมากขึ้น

      3 .  ครูทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนของตนเอง



        สำหรับข้อจำกัดของการเขียนบันทึก คือ ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน ซึ่งบางครั้งครูไม่มีเวลาในการจดบันทึก



ที่มา : นกเนตร ธรรมบวร. (2540) การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.




ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

5.การทำสังคมมิติ

  การทำสังคมมิติ (Sociogram)        สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular) เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate) กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques) เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)        ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม 📍การทายลักษณะ          หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้คร...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing