ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

8.การใช้แบบทดสอบ

 การใช้แบบทดสอบ (Test)

       การใช้แบบทดสอบเพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย เป็นวิธีการที่ต้องระมัดระวังทั้งนี้เพราะแบบทดสอบมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และการรับรู้ของครูและเด็กที่มีต่อตัวเด็กเอง และต่อกระบวนการทางการศึกษาทั้งหมด (Meisels, 1993) ความกดดันต่าง ๆ ที่ครูได้รับจากแบบทดสอบ ในบางครั้งมีผลทำให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนของตนเป็นการสอนเพียงเพื่อให้เด็กทำข้อสอบผ่านเท่านั้นในขณะเดียวกันก็ส่งผลต่อความเข้าใจของครูถึงธรรมชาติการเรียนรู้ของเด็กด้วย

(Koretz, 1988 ; Frederiksen & Collins, 1989 ; Haladyna, Nolen & Haas,1991 ; McGill - Franzen & Allington, 1993; Dhamborvorn, 1994)

       นักการศึกษา Good (อ้างใน Stewart, 1986 : 21) ทำการวิจัยเกี่ยวกับความคาดหวังของครู (Teacher expectations) ว่ามีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กอย่างไร Good พบว่าครูจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ กัน โดยขึ้นอยู่กับเด็กแต่ละคนจากรายงานพบว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของครูจะส่งผลต่อการเรียนรู้ แรงจูงใจ การประสบผลสำเร็จ และระดับความทะเยอทะยาน (Ambition) ในเด็กแต่ละคน ถ้าครูมีความคาดหวังต่อตัวเด็กสูงจะส่งผลทำให้เด็กประสบความสำเร็จในระดับสูง ในทางตรงกันข้าม ถ้าครูมีความคาดหวังต่อตัวเด็กต่ำ ก็จะส่งผลให้เด็กประสบความสำเร็จในระดับต่ำ Stewart (1986 : 21) กล่าวว่า ความคาดหวังของครูที่มีต่อตัวเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งนี้เนื่องมาจากคะแนนของเด็กที่ได้จากการสอบแตกต่างกัน นั่นเอง

เกณฑ์การเลือกแบบทดสอบดังนี้

  1. ความจำเป็นของการใช้แบบทดสอบ ก่อนการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูควรถามตนเองก่อนว่า ตนต้องการทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเด็ก การถามคำถามเหล่านี้ จะช่วยให้ครูมีความระมัดระวังมากขึ้นในการใช้แบบทดสอบกับเด็ก
  2. ลักษณะข้อมูลที่ต้องการ ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูจำเป็นต้องคำนึ่งว่าตนต้องการข้อมูลชนิดใด เพื่อจะได้เลือกแบบทดสอบที่เหมาะสม หลังจากเลือกแบบทดสอบที่เหมาะสมได้แล้ว ครูควรมีการวิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาจุดดีและจุดด้อยของแบบทดสอบ
  3. ความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบ ในการเลือกใช้แบบทดสอบ ครูควรพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกมีความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงเพียงใด
  4. ความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ในการเลือกแบบทดสอบมาใช้ ครูควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของรูปภาพ และคำถามที่ใช้ว่าสอดคล้อง กับประสบการณ์ของเด็กหรือไม่ แบบทดสอบที่ดีควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลของเด็กด้วย ในขณะเดียวกันก็ควรคำนึงถึงพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กด้วย
  5. แบบทดสอบที่ดีควรจะสามารถนำไปใช้ได้สะดวก โดยมีการ ชี้แจงในเรื่องต่อไปนี้
    • ปริมาณเวลาที่ต้องการใช้ในการดำเนินการทดสอบ
    • วิธีการให้คะแนนและการตีความ
    • วิธีการสร้างแบบทดสอบ ซึ่งรวมทั้งค่าความเชื่อถือได้และความเที่ยงตรงของแบบทดสอบด้วย

ประเภทของแบบทดสอบ

  1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (Teacher - made) เป็นแบบทดสอบความพร้อมที่ใช้กันมากในปัจจุบัน โดยที่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างแบบทดสอบขึ้นเอง มุ่งวัดผลการเรียนการสอนในชั้นเรียนของตนโดยยึดเนื้อหา และจุดมุ่งหมายของการสอนใน ชั้นของตนเป็นหลักในการสร้างแบบทดสอบ
  2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized test) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง ขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญในเรื่องแบบทดสอบโดยเฉพาะโดยมีการกำหนดวิธีการดำเนินการสอบ คำแนะนำในการสอบ เวลาที่ใช้ในการสอบการให้คะแนน และการตีความผลของการสอบไว้อย่างละเอียด มีการนำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ก่อนการใช้จริง (Pre- Test) แล้วนำไปวิเคราะห์คุณภาพ ปรับปรุง แก้ไขจนแน่ใจว่ามีคุณภาพดีจึงนำไปหาเกณฑ์มาตรฐาน (Norms)

แบบทดสอบมาตรฐานที่มักใช้ในการศึกษาเด็ก มีดังต่อไปนี้

      - แบบทดสอบเชาว์ปัญญา (Intelligence tests) แบบทดสอบเชาว์ปัญญาเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถทางสมองโดยดูคะแนนที่ได้จากการคิดหรือการปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำถามในแบบทดสอบมีทั้งแบบทดสอบรายบุคคล และแบบทดสอบเป็นกลุ่ม

       - แบบทดสอบความพร้อม (Readiness Tests) จุดประสงค์ของแบบทดสอบความพร้อมคือ เพื่อที่จะตัดสินว่าเด็กพร้อมที่จะเข้าเรียนในโปรแกรมที่กำหนดไว้หรือไม่

       - แบบทดสอบที่ใช้คัดเลือกเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ (Screen-ing tests) แบบทดสอบชนิดนี้จะช่วยชี้เฉพาะ (Identify) เด็กซึ่งมีความเสี่ยง (Risk) สูง เช่น เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า (Developmental delay) เป็นต้น

         - แบบทดสอบวัดความรู้ขั้นพัฒนา (Developmental Tests) แบบทดสอบชนิดนี้ใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยส่วนรวม โดยมุ่งวัดพัฒนาการในทุก ๆ ด้านของเด็ก (Essa, 1992 : 194) แบบทดสอบชนิดนี้โดยทั่วไปแล้วจะใช้วิธีการ อิงเกณฑ์ (Criterion-referenced) มากกว่าการอิงกลุ่ม (Norm- referenced) ตัวอย่างของแบบทดสอบประเภทนี้ได้แก่ Brigance Diagnostic Inventory of Early Development ซึ่งจะวัดพัฒนาการทางด้านร่างกาย พัฒนาการทางด้านภาษา พัฒนาการทางด้านสติปัญญา และการช่วยเหลือตนเองของเด็ก (Self - help)

 ข้อพึงตระหนักในการใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย

  1. ถ้าจำเป็นต้องใช้แบบทดสอบกับเด็กปฐมวัย ครูจำเป็นต้องทราบจุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบนั้น ๆ
  2. ครูจะต้องพิจารณาว่าแบบทดสอบที่ตนเลือกใช้มีความเชื่อถือได้ (Reliability) และความเที่ยงตรง (Validity) เพียงใด แบบทดสอบสำหรับเด็กควรได้รับการออกแบบโดยผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพัฒนาการความต้องการ และความสนใจของเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากเด็กเล็ก ๆ นั้นไม่ใช่นักทำ ข้อสอบ (Test takers) ที่ดี
  3. ครูจะต้องไม่ใช้แบบทดสอบเพียงอย่างเดียวเป็นเครื่องมือในการประเมินผลพัฒนาการเด็ก แต่จะต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ประกอบด้วย Stewart กล่าวว่าการสอบ (Testing) ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนการสอน อย่างไรก็ตามผลจาก การสอบควรใช้ในการปรับปรุงโปรแกรมการเรียนการสอน มากกว่าที่จะใช้ในการทำลายโปรแกรมการเรียนการสอน ในขณะเดียวกัน Stewart ได้ให้ความเห็นต่อไป อีกว่า ไม่มีข้อสอบชนิดใดที่จะให้ข้อมูลชัดเจน (Valid) และถูกต้องสำหรับคนทุกคน
  4. ครูจะต้องตระหนักว่าแบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถกำหนด วัตถุประสงค์ของหลักสูตรในชั้นเรียนของตนได้ ดังนั้นการสอนของครูไม่ควรเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบผ่านแต่เพียงอย่างเดียว
  5. แบบทดสอบส่วนใหญ่ที่ใช้ในโรงเรียนอนุบาลในปัจจุบันนี้นั้นมีเพียง ส่วนน้อยเท่านั้นที่เชื่อถือได้และมีความเที่ยงตรง กระบวนการประเมินผลโดยใช้แบบทดสอบแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่แน่นอน
  6. ความรับผิดชอบประการหนึ่งของครูและผู้บริหารโรงเรียน คือ การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับการสอบและการตีความผลของการสอบ (NAEYC, 1988)


  1. ที่มา : นกเนตร ธรรมบวร. (2540) การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

5.การทำสังคมมิติ

  การทำสังคมมิติ (Sociogram)        สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง (2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular) เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate) กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques) เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)        ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม 📍การทายลักษณะ          หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้คร...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing