ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

5.การทำสังคมมิติ

 การทำสังคมมิติ (Sociogram)

       สังคมมิติเป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม (Group relationships) และความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัย สังคมมิติเป็นแผนภาพที่ถูกทำขึ้นเพื่อแสดงความสัมพันธ์ในกลุ่มของตน วิธีการนี้ทำให้ครูทราบว่าเด็กในชั้นของตนมีความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นอย่างไร การทำสังคมมิติถือเป็นการทำวิจัยแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม วรรณวดี ม้าลำพอง

(2525 : 98) กล่าวว่าแผนภาพสังคมมิติจะสะท้อนถึงโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน 4 แบบ คือ

  1. เด็กที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (The most popular)
  2. เด็กที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยที่สุด (Isolate)
  3. กลุ่มเด็กที่แยกออกมาจากคนอื่น ๆ (Cliques)
  4. เด็ก 2 คน ที่ต่างก็เลือกซึ่งกันและกัน (Dyads)

       ดวงเดือน ศาสตรภัทร (2537 : 307) ได้กล่าวถึงเครื่องมือ "สังคมมิติ" ว่ามีวิธีการที่นิยมใช้ 2 วิธีคือ การทายลักษณะและการสร้างภาพทางสังคม

📍การทายลักษณะ 

        หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ใครเอ่ย" (Guess who) วิธีนี้ครูจะสร้างคำถาม "ใครเอ่ย" ขึ้นมาให้เด็กตอบ โดยครูจัดบรรยากาศให้เหมือนกับการเล่นเกม ครูจะจดคำตอบของเด็กทุกคนเพื่อเอาผลมาสรุปในกรณีที่คำตอบของเด็กในห้องเรียนไม่ตรงกัน ตัวอย่างคำถามที่ใช้มีดังต่อไปนี้

  • ใครเอ่ยไม่เก็บของเล่นเข้าที่
  • ใครเอ่ยที่ช่วยเพื่อนเก็บของเล่นเสมอ
  • ใครเอ่ยที่หวงของเล่นไม่ยอมให้เพื่อนเล่นด้วย

      วิธีการนี้ช่วยให้ครูทราบลักษณะนิสัยเด่น ๆ ของเด็กแต่ละคนตามการรับรู้ของเด็กคนอื่นในชั้น


📍การสร้างภาพทางสังคม 

       ในการศึกษาวิธีนี้ครูจะให้เด็กแต่ละคนเลือก บุคคลที่เขาชอบที่สุด อยากอยู่ใกล้ที่สุด โดยครูจะตั้งคำถามง่าย ๆ แก่เด็ก คำถามที่ครูตั้งขึ้นจะเป็นประเภทให้เด็กเลือกเพื่อนที่เขาชอบในการทำกิจกรรมบางอย่างโดยเด็กมีสิทธิในการเลือกเพื่อน 2 - 3 คน ในการทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ตัวอย่างของคำถามมีดังต่อไปนี้

  • ถ้าหนูจัดงานวันเกิด หนูจะชวนใครบ้าง
  • ถ้าหนูไปเที่ยวชายทะเล หนูจะชวนใครไปบ้าง
  • ถ้าให้หนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้าง ๆ หนูจะเลือกใครบ้าง
  • ถ้าหนูได้เล่นสนาม หนูจะชวนใครบ้าง

จากตัวอย่างคำถามข้างต้น ครูสามารถนำมาจัดทำเป็นแผนภาพแสดงความ สัมพันธ์ระหว่างเด็กในชั้นของตน






         การทำสังคมมิติช่วยให้ครูทราบถึงความสัมพันธ์ของเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของ ตน ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้ครูได้ทราบบทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน ด้วยว่าเด็กแต่ละคนเป็นที่ชอบพอของกลุ่มเพื่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขา ใครเด่นที่สุดในชั้น ใครที่ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว และเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน การเก็บข้อมูลโดยการทำสังคมมิติ ควรทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงไปโดยขึ้นอยู่กับกิจกรรมและกาลเวลา ถ้าครูเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ครูสามารถประเมินพัฒนาการทางสังคมของเด็กได้


ทึ่มา : นกเนตร ธรรมบวร. (2540) การประเมินผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

3.การเขียนบันทึกคำพูดเด็ก

  การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)        การเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจัดเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กได้ดีขึ้น ครูอาจเขียนเรื่องราวสั้น ๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายทั้งกับตัวครูและตัวเด็ก ในการเลือกเหตุการณ์ที่นำมาเขียน จะบ่งบอกถึงการให้ความสำคัญของครูต่อพฤติกรรมเด็ก และช่วยให้ครูตอบคำถามที่ตนอยากรู้ได้ดีขึ้นเช่น หลังจากสังเกตเด็กมาระยะเวลาหนึ่ง ครูออมเกิดความสงสัยว่าทำไมเด็กในห้องของตน บางคนถึงร้องให้เวลาที่จะจากคุณพ่อคุณแม่มาเข้าชั้นเรียนทุกวัน ในขณะที่เด็กบางคนไม่ร้องไห้ แต่กลับเดินเข้าชั้นเรียนอย่างร่าเริง พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก ทั้งสองกลุ่มมีปฏิกริยาแตกต่างกันอย่างไรเวลามาส่งลูกเข้าชั้นเรียนและเด็กมีปฏิกริยาอย่างไร เมื่อต้องจากกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง การเขียนบันทึกสั้น ๆ เกี่ยวกับเด็กเวลาที่ต้องจากกับผู้ปกครองมาโรงเรียน ช่วยให้ครูเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น หรือในกรณีที่ครูต้องการทราบข้อมูลเฉพาะของเด็กที่ตนสงสัยว่าจะมีปัญหา การเขียนบันทึกสั้น ๆ ช่วยให้ครูเข้าใจเด็กและสถานการณ์รอบตัวเด็ก       ในการบ...

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

https://drive.google.com/file/d/1RBcsgVWY9tBYWAdfdoSHIPkHH30ovHMO/view?usp=sharing

แนะนำตัวเอง

  ข้อมูลส่วนตัว ชื่อ : นางสาวพรวิมล กิติพันธ์ อายุ : 21 ปี ชั้นปีที่ 3 กำลังศึกษา  สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ช่องทางการติดต่อ : 0621052790 การวางแผนการเรียนรู้ 1. ศึกษาแผนการเรียน หรือ เนื้อหาการเรียนล่วงหน้า 2. เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ 3. ส่งงานให้ครบและตรงต่อเวลา 4. ทบทวนบทเรียนอยู่เป็นประจำ ความคาดหวังในการเรียนรู้     มีความคาดหวังในการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการและหลักการในการประเมิน ที่จะนำไปประเมินพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็ก ไก้แก่ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา และวิธีการนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินตามกิจกรรมหรือตามบริบทของโรงเรียน ห้องเรียน ให้มีความทันสมัย เพื่อที่จะนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ